ขอสินเชื่อได้แล้วใช้เป็นหรือยัง

ถึงแม้ว่าบัตรสินเชื่อเงินสดจะช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้ถือบัตร แต่สิ่งที่ผู้ที่สมัครสินเชื่อเงินสดควรระลึกไว้เสมอก็คือ สินเชื่อเงินสด ถือเป็นหนี้สินอย่างหนึ่งที่มาในรูปของเงินก้อนพร้อมใช้ในกระเป๋าสตางค์ของเรา

ขอสินเชื่อได้แล้วใช้เป็นหรือยัง

   การเริ่มต้นชีวิตหลังจากรํ้าเรียนมาเป็นเวลา 10 กว่าปี เป็นเรื่องที่หลายคนใฝ่ฝันที่อยากจะบอกชาวโลกว่าตนเองนั้นเป็นผู้ใหญ่แล้ว พร้อมที่จะรับผิดชอบตัวเองได้แล้ว แต่ก็อนิจัง เมื่อเริ่มต้นทำงานอย่างจรึงจังกลับรู้สึกว่าอยากกับไปเรียนหนังสืออีกครั้ง แต่ในเมื่อชีวิตไม่สามารถย้อนกลับได้ ก็ทำได้เพียงมุ่งมั่นทำงานเก็บเงินเพื่อสร้างอนาคต แต่การสร้างอนาคตลำพังเพียงเงินเดือนอาจจะไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบัน ที่ค่าครองชีพนั้นสูง และปัจจัยพื้นฐานที่ต้องแลกมาด้วยการจ่ายราคาในรูปแบบของเงิน ทางออกสำหรับการสร้างอนาคตและครอบครัว จึงต้องเริ่มจากการเงิน และเงินจะมาจากไหน แหล่งของเงินอันดับแรกคือ เงินเดือน, เงินออม และการขอสินเชื่อ

เงินเดือน ถือเป็นอันดับแรกสำหรับการเริ่มต้นที่จะสร้างอนาคตและครอบครัว ยิ่งมีเงินเดือนมากเท่าไหร่ก็เป็นหลักประกันในด้านของความมั่นคงในรายได้แต่ละเดือน และสามารถที่จะมีเหลือเก็บไว้เป็นทุนสำหรับประกอบธุรกิจส่วนตัวหรือออกมาเริ่มต้นลงทุนธุรกิจตามที่ใจใฝ่ฝัน

เงินออม เป็นเงินที่เกิดจากรายได้ในแต่ละเดือนและหัก 10% 20% หรือแล้วแต่จำนวนเงินที่ต้องการออม หลังจากหักรายจ่ายประจำเดือนทั้งหมดและเหลือเก็บไว้ฝากธนาคาร เพื่อรับดอกเบี้ยจากการออม ซึ่งเงินออมนี้เองจะเป็นเงินที่ไว้ใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน หรือในกรณีที่จำเป็นจะต้องใช้เงิน รวมถึงการต่อยอดในด้านของธุรกิจ แม้กระทั้งการนำเงินออมไปดาวน์รถยนต์ หรือที่พักอาศัย ก่อนที่จะทำการขอสินเชื่อ

เงินที่มาจากการขอสินเชื่อ เป็นเงินที่ไม่ใช่เงินของเรา แต่เป็นเงินของสถาบันการเงินที่ให้ยืมล่วงหน้า และผู้ขอสินเชื่อมีหน้าที่นำเงินไปชำระคืนพร้อมดอกเบี้ย โดยเหตุผลของการขอสินเชื่อนั้น เริ่มจากการไม่มีเงินสดเพียงพอที่จะใช้จ่าย จึงต้องขอกู้ยืมเงิน หรือ ต้องการที่จะนำเงินสดมาเสริมสภาพคล่องในธุรกิจ ซึ่งสินเชื่อนั้นจะมีอยู่ 2 ประเภทด้วยกัน

สินเชื่อประเภทบัตร : เป็นสินเชื่อที่ผู้ขอสินเชื่อมีความประสงค์จะสมัครสินเชื่อในรูปแบบบัตร เช่น บัตรเครดิต หรือ บัตรกดเงินสด โดยสินเชื่อประเภทนี้จะมีวงเงินอนุมัติไม่เกิน 5 เท่าของเงินเดือน แต่จะมีความแตกต่างในด้านของการใช้เงิน คือ บัตรเครดิตจะใช้แทนเงินสด โดยสามารถชำระค่าสินค้าได้เท่ากับจำนวนของวงเงินที่ได้รับ และยังสามารถกดเงินสดได้ แต่การกดเงินสดจากบัตรเครดิตจะมีดอกเบี้ยที่สูง และอัตราดอกเบี้ยจะคิดแบบรายวันคือ 28% ต่อปี ซึ่งการกดเงินสดจากบัตรเครดิตถือเป็นการใช้สินเชื่อบัตรเครดิตแบบผิดประเภท

สำหรับบัตรกดเงิน คือ บัตรที่ผู้ขอสินเชื่อประเภทบัตรกดเงินสด สามารถทำการกดเงินสดได้จากบัตรกดเงินสด ตามจำนวนที่ได้รับอนุมัติ แต่จะมีอัตราดอกเบี้ยที่น้อยกว่ากการดเงินสดจากบัตรเครดิต และมีระยะเวลาที่จะต้องรีบทำการชำระคืน เพราะเมื่อทำการกดเงินสดออกมาจะมีค่าธรรมเนียมทันที 3% จากจำนวนเงินที่กดออกมา และมีอัตราดอกเบี้ย 20% - 28% ต่อปี แต่อัตราดอกเบี้ยก็ขึ้นอยู่กับแต่ละสถาบันการเงินจะกำหนด ซึ่งอาจจะแตกต่างกัน ซึ่งจุดเด่นของสินเชื่อบัตรกดเงินสด คือ ลูกค้าสามารถทำการกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็มได้ทุกที่ และสะดวกเมื่อมีเรื่องฉุกเฉินที่จะต้องใช้เงินในช่วงจังหวะเวลานั้นๆ แต่ก็มีข้อเสีย คือ เมื่อได้ทำการกดเงินสดออกไปแล้วก็ต้องรีบนำเงินกลับมาคืนให้เร็วที่สุด ดังนั้นบัตรกดเงินสดอาจจะไม่ใช้คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการใช้เงินสดในจำนวนที่ก้อนใหญ่ จึงเลือกที่จะขอสินเชื่อที่เรียกว่า สินเชื่อส่วนบุคคล

ซึ่งสินเชื่อส่วนบุคคลจะเป็นสินเชื่อที่ตอบโจทย์ผู้มองหาเงินสดแบบก้อนโตและมีระยะเวลาในการผ่อนชำระแบบรายเดือนที่ยาวนานมากขึ้น เช่น 6 เดือน 12 เดือน หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่ทำการขอสินเชื่อ โดยในส่วนของคุณสมบัติของผู้ที่สามารถสมัครของสินเชื่อเงินสดได้ จะต้องมีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป มีเงินเดือน 15,000 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ก่อนที่จะทำการขอสินเชื่อจะต้องศึกษาเงื่อนไขและสิ่งต่างๆที่เกี่ยวกับสินเชื่อดังต่อไปนี้

เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยของแต่ละสถาบันการเงิน เนื่องจากสถาบันการเงินจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยของการขอสินเชื่อที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่ขอสินเชื่อด้วย ถ้ามีการขอที่สูงอัตราดอกเบี้ยก็อาจจะถูก หรือถ้าขอสินเชื่อในจำนวนเงินที่น้อย อัตราดอกเบี้ยก็อาจจะสูง โดยขึ้นอยู่กับสถาบันการเงินจะเป็นผู้กำหนด ดังนั้นก่อนขอสินเชื่อกับสถาบันใด ควรทำการตรวจสอบข้อมูลอัตราดอกเบี้ยของแต่ละสถาบันการเงินก่อน

เมื่อตัดสินใจที่จะเลือกสถาบันการเงินใดแล้ว ให้ตรวจสอบเพิ่มเติมด้วยว่ามีค่าใช้จ่ายๆอื่นอีกหรือไม่ เช่น ค่าอากรแสตป์ ค่าใช้จ่ายเพื่อตรวจสอบเครดิตบูโร ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าใช้จ่ายติดตามทวงหนี้ในกรณีที่มีการชำระล่าช้า

เมื่อได้ทำการขอสินเชื่อที่สาขาของสถาบันการเงินแล้ว ทางสถาบันการเงินจะทำการพิจารณาใบสมัครและคุณสมบัติของผู้ขอสินเชื่อ โดยจะใช้เวลาตามที่สถาบันการเงินกำหนด บางสถาบันการเงินจะใช้ระยะเวลา 1 วัน หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับเอกสารและคุณสมบัติของผู้สมัครว่าครบถ้วนหรือไม่ ซึ่งวงเงินที่จะได้รับจะอยู่ที่ 2-5 เท่าของรายได้ โดยมีเงื่อนไขการกำหนดวงเงินบนพื้นฐานของหลักประกัน รายได้ของผู้ขอสินเชื่อ ความสามารถในการชำระหนี้ รวมถึงประวัติการชำระหนี้ในอดีตด้วย หากมีประวัติที่ไม่ดีหรือมีประวัติการค้างชำระ จะส่งผลให้ผลการขอสินเชื่อไม่ผ่าน ดังนั้นเมื่อผ่านการอนุมัติขอสินเชื่อส่วนบุคคลแล้ว ลูกค้าควรที่จะเข้าใจถึงวิธีการคำนวณดอกเบี้ยด้วย

การคำนวณตลอดช่วงอายุของการผ่อนชำระ หรือที่เรียกว่า (Flat Rate) ซึ่งดอกเบี้ยจะถูกคำนวณจากเงินข้างต้นแบบเต็มยอดเงินที่ได้รับ จากนั้นจะทำการเฉลี่ยเป็นแบบผ่อนชำระรายเดือน เช่น ผู้ขอสินเชื่อ ได้รับเงินอนุมัติ 1,000,000 บาท โดยมีอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ 10% ต่อปี มีระยเวลาในการผ่อนชำระสูงถึง 5 ปี ซึ่งจะมีดอกเบี้ยตลอดอายุสัญญา = 1,000,000 x 10% x 5 = 500,000 ซึ่งจะต้องทำการผ่อนชำระรายเดือนเท่ากับ (1,000,000 + 500,000) / 60 = 25,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 5 ปี

ข้างต้นที่กล่าวคือการคำนวณอัตราดอกเบี้ย แบบตลอดช่วงการกู้ยืม ซึ่งจะเห็นว่าการขอสินเชื่อแบบก้อนนั้นจะมีอัตราดอกเบี้ยตลอดสัญญาที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากว่าเป็นอัตราที่ถูดคำนวณแบบตลอดอายุสัญญา และมีระยะเวลาที่ผ่อนชรำคืนที่ยาว แต่หากมีการโปะเงินต้นในจำนวนที่เยอะ ดอกเบี้ยก็จะลดลงตามไปด้วย ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ขอสินเชื่อว่าจะสามารถแบบภาระในแต่ละเดือนได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับลูกค้าที่ขอสินเชื่อ คือ ต้องชำระตามจำนวนเงินที่สถาบันการเงินได้กำหนดเงินที่ต้องชำระในแต่ละเดือนที่เท่ากัน ไม่สามารถชำระขั้นตํ่าได้ แต่สามารถชำระเกินจำนวนที่กำหนดได้

อาจจะดูเหมือนว่าสินเชื่อส่วนบุคคลดูเป็นสินเชื่อที่เมื่อขอสินเชื่อได้แล้วจะต้องแบกภาระที่หนัก ในแง่ของอัตราดอกเบี้ยที่ต้องชำระ แต่ในแง่ของข้อดีสำหรับสินเชื่อส่วนบุคคล คือ ผู้ขอสามารถได้รับเงินแบบเงินก้อน อีกทั้งยังจะสามารถผ่อนชำระคืนได้ โดยไม่มีอัตราดอกเบี้ยที่คำนวณแบบรายวันเหมือนกับการกดเงินสดจากบัตรกดเงินสด อีกทั้งยังสามารถที่จะชำระเกินจำนวนที่ในแต่ละเดือนกำหนดไว้

ท้ายที่สุดแล้วการเลือกขอสินเชื่อ จะต้องดูว่าจำเป็นที่จะต้องใช้เงินก้อนใหญ่ หรือก้อนเล็ก หากมีความจำเป็นต้องใช้เงินสดแบบฉุกเฉินควรเลือกกดเงินจากบัตรกดเงินสด เพราะสามารถนำเงินสดออกมาได้ทันที แต่จะต้องรีบชำระคืนภายในเวลาอันรวดเร็วที่สุด แต่หากจำเป็นต้องใช้เงินก้อนที่มีจำนวนมากควรขอสินเชื่อส่วนบุคคลแบบเงินสดเป็นก้อน แต่ผู้ขอจะต้องสามารถที่จะรอในการอนุมัติได้ เพราะจะต้องใช้เวลาในการอนุมัติ หากไม่ร้อนเงินก็ควรเลือกสินเชื่อแบบส่วนบบุคคลประเภทเงินก้อน